You don't need to follow me elsewhere!
แม้ว่ามือถือหลากหลายยี่ห้อจะมีปัญหาสัญญาณหายเมื่อทำการรบกวนตัวเสาสัญญาณ แต่เหมือน iPhone 4 จะโดนวิพากษ์วิจารณ์หนักที่สุด
บทสรุปข้อเดียวที่คิดว่า Apple พลาดคือ ในคู่มือการใช้งานไม่ได้ระบุข้อห้ามเรื่องการสัมผัสบริเวณเสาอากาศแบบที่โทรศัพท์มือถือยี่ห้ออื่นๆ เขามีกัน
นั่นก็เลยทำให้ลูกอีช่างซนทั้งหลาย เอานิ้วไปแตะชีดที่ Apple จงใจทิ้งไว้ให้รู้ว่าอย่าแตะตรงนี้นะ (แต่ไม่ได้บอกไว้) แล้วก็ออกมาร้องโวยวายว่าสัญญาณหายๆ ก็ในเมื่อรู้แล้วว่าแตะแล้วสัญญาณหายแล้วจะไปแตะมันอีกทำไมล่ะ?
สรุปว่า มันก็แค่ซิมที่มีค่า MCC/MNC ค่าต่อไปนี้
00101 001011 00211 00321 00431 00541 00651 00761 00871 00902 01012 01122 01232 10101 24608 246081 24681 246813
พอดีเห็นในวีดีโอว่ามันขึ้นชื่อ Carrier ใน About ว่า Carrier Lab 7.0 ก็เลยทำให้พอจะเข้าใจว่าหลักการทำงานเป็นอย่างไร และก็ทำให้ทราบว่าแม้จะมีการล็อคว่าโทรศัพท์แต่ละเครื่องจะต้องถูก Activate ด้วยซิมการ์ดของค่ายไหน แต่ก็ยังมีซิมที่สามารถข้ามข้อจำกัดพวกนี้ไปได้ (แต่ก็ยังล็อคไม่ให้โทรออก เพราะถือว่า Activate ให้กับค่ายโทรศัพท์ค่ายเดิม)
จากข่าวว่าการจับ iPhone 4 ในบางท่าทางจะทำให้สัญญาณโทรศัพท์แย่ลงจนถึงขั้นสัญญาณหาย แล้ว Steve Jobs ก็ได้อีเมล์ตอบกลับลูกค้าที่โวยวายต่างๆ นานา
ในประเด็นนี้ผมคิดว่า เขารับทราบปัญหาแล้วนะ แต่เขาอาจจะไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี (เชื่อไหมเนี่ย?) แต่ใครจะยอมรับง่ายๆ ว่าสินค้าของตัวเอง Defect จนต้องเรียกคืนล่ะ ดังนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจที่จะได้อ่านดราม่าแบบยืนกระต่ายขาเดียวเช่นนี้ ก็ทำอย่างไรได้ล่ะบางเครื่องมันก็ไม่เป็นนี่ ถ้า 100 เป็นทั้ง 100 ก็คงจะเสียหายมหาศาลพอดูที่จะเรียกคืนเครื่อง ก็ต้องวัดใจกันต่อไปว่า Apple จะจัดการกับเรื่องนี้หรือหาทางเยียวยาปัญหานี้อย่างไร (ตอนนี้ก็โดนฟ้องไปเรียบร้อยแล้ว)
เอ๊ะหรือนี่จะเป็นเหตุให้เครื่องสีขาวมันออกล่าช้านะ???
ก็เดากันไปต่างๆ นานา ผมก็เคยเดาว่ามันเหมือนเครื่องหมาย Play แต่จากปากคำของคน Apple เองกลับได้คำตอบว่า “จริงๆ แล้วเราอยากให้มันเป็นเลขบอกเวลาช่วงที่สินค้าตัวนั้นถูกแสดงต่อสาธารณะชนครั้งแรก (ใน Keynote)”
ทีแรกก็ไม่ค่อยเชื่อ แต่พอเปิดดูใน Keynote ของสินค้าตัวนั้น เออ เวลาที่ผู้พูด (จะ Steve Jobs หรือใครก็แล้วแต่) แสดงหน้าจอของสินค้าตัวนั้นครั้งแรกก็จะอยู่ในช่วงเวลาประมาณนาทีที่ 9 หรือไม่ก็นาทีที่ 40 กว่าๆ จริงๆ ก็นับว่าเป็นความแยบยลอีกเรื่องของ Keynote แฮะ
ที่มา: TÚAW