จริงๆ ผมทำอาหารไม่เป็นเลย เพราะเกิดเหตุในสมัยอนุบาลที่ทำมีดบาดมือขณะผ่าส้มเพื่อคั้นน้ำส้มกินเอง แม่เลยไม่ให้จับมีด แล้วก็เลยไม่มีโอกาสได้ทำอาหารอีกเลย
เมื่อนานๆ นี้ (ไม่ค่อยเร็วเท่าไร เพราะนานแล้ว) ผมได้มีโอกาสไปทำพิซซ่าที่บ้านของรุ่นพี่ที่ที่ทำงานเก่า (ตอนนั้นลาออกมาแล้ว) พี่เขาจัดสูตรไว้ให้ (แน่นอนในสูตรมันก็มีระบุจำนวนวัตถุดิบที่ต้องใช้) เตรียมทุกอย่างไว้ให้ แต่ไม่ทำ ให้เราทำกินกันเอง แต่ก็คอยแนะนำวิธีจนมันออกมาเป็นของที่กินได้
เมื่อเร็วๆ นี้ได้ดูรายการสุริวิภา คืนนั้นแขกรับเชิญเป็นคุณอิ้ก (บรรณ บริบูรณ์) ตอนช่วงท้ายๆ ของรายการ รายการได้พาคุณอิ้กไปทำอาหารไทยกับอาจารย์ (จำชื่อไม่ได้) สิ่งที่อาจารย์เน้นคือ อาหารไทยไม่สามารถระบุได้ว่าต้องใส่อะไรเท่าไร โดยยกตัวอย่างมะนาวหนึ่งลูก มันเปรี้ยวไม่เท่ากัน น้ำไม่เท่ากันอีก เราจะรู้ว่าต้องใส่อะไรเท่าไรก็ต่อเมื่อเราชิม ถ้ามันอ่อนหวานก็ใส่น้ำตาล อ่อนเค็มก็เติมน้ำปลา จืดไปอาจจะเติมมะนาว ฯลฯ
คิดย้อนกลับไปตอนทำพิซซ่า ในสูตรบอกแค่ว่าใช้แป้ง 2 ถ้วย แต่เอาเข้าจริงๆ ผมใช้แป้งไม่น่าจะต่ำกว่า 4 ถ้วย คือ 2 ถ้วยสำหรับเป็นส่วนประกอบหลัก ส่วนที่เหลือคือใส่ไปทีหลังไม่ให้มันติดมือ ติดถ้วย ใส่แป้งไปเยอะๆ ก็เหมือนมันจะใหญ่ขึ้นด้วย
ถ้าไม่เหลือแป้ง ก็คงได้กินพิซซ่าประหลาดๆ แน่ เพราะตัวแป้งคงจะติดกับถ้วย หรือติดกับมือผมจนไม่อาจแกะออกมานวดเป็นแผ่นได้
คิดไปคิดมา สูตรมันก็แค่สูตรแหละ เอาไว้เป็นแนวทาง แต่เอาเข้าจริงก็ต้องเผื่อขาดไว้บ้าง (เว้นแต่จะทำอาหารยาจกที่โยนทุกอย่างลงกระทะแล้วทำให้มันหมดๆ นะ) การที่ไม่ทำตามสูตรมันก็ไม่น่าจะผิดอะไร มันไม่ได้เดือดร้อนใครนี่เนอะ? (แน่จริงก็กินอาหารไม่ต้องปรุงให้ได้ตลอดชีวิตแล้วกันนะ)
ปล. ข้อยกเว้นมันเยอะไปรึเปล่า?
เย็นวานหลังจากรอนัดรุ่นน้องไปคุยงานที่เมเจอร์อเวนิว นัดไว้บ่ายหนึ่งมาถึงบ่ายสี่ (ขอบ่น ฮาฮา) ร้านบุฟเฟต์ก็หมดรอบกินอาหารราคาประหยัดแล้ว เออกินอะไรดีล่ะ?
เผอิญแถวนั้นมีร้านอาหารให้เลือกเยอะแยะ พวกเราก็เลยเดินไปกินซูกิชิซึ่งบังเอิญว่าหมดโปรโมชั่นลด 10% ไปเสียแล้ว (ฮา)
เมื่อวานเราสั่งเนื้อย่างชุดแกรนด์ สั่งข้าวกระเทียม สั่งผักยำ สั่งเห็ดยำ สั่งยำปลาโอมากิน
เหมือนเป็นข้อผิดพลาดบางประการ เตาย่างเราไม่ค่อยไฟลุกเท่าเป็นข้างๆ แถวนั้น กว่าเราจะรู้ตัวเนื้อย่างก็ถูกย่างไปจนหมดเสียแล้ว แต่รสชาติก็ค่อนข้างดี แต่ถ้าให้ผมเปรียบเทียบกับการกินเนื้อย่างร้าน YUU ผมชอบ YUU มากกว่า
ผักยำ คล้ายๆ YUU แต่เหมือนจะจืดกว่า
ยำปลาโอ ทานไปคำแรกรู้สึกว่าจืดมาก แต่เหมือนจะอร่อยเอาคำสุดท้าย (ช้าไปไหมเนี่ย?) โดยรวม ผลชอบยำปลาโอของฟูจิมากกว่า
มื้อนี้หมดไปเป็นพัน โชคดีที่ใช้บัตรเดบิตรูดได้ (เพิ่งเห็นค่าว่ามันก็ยังพอมีร้านที่ยอมรับนะ) คิดว่าแพงไปหน่อย รู้งี้กินโอโทย่าดีกว่า
ปล. จริงๆ ที่เขียนมาทั้งหมดแค่จะบอกว่า เมนูของซูกิชิมันคล้ายๆ กับ YUU ผสมกับฟูจิ แต่รสชาติยังด้อยกว่ามาก หรืออาจจะเกี่ยวกับ Chef ที่ปรุงอาหารก็ได้ เพราะที่เคยกินจากอีกสาขามันไม่รู้สึกว่าแย่ขนาดนี้
สัญญาว่านี่น่าจะเป็น entry สุดท้ายที่พูดถึงโออิชิแล้ว (เพราะหมดแก๊กแล้ว ร้านใหญ่ก็ไปมาหมดแล้ว หรือจะลองกลับไปทองหล่อดูว่าจะกลับมาเป็นร้านใหญ่อีกครั้งไหม? หรือว่าจะไปลองดูบรรยากาศที่เมเจอร์อเวนิวดี)
เรื่องก็ไม่มีอะไรมาก วันนี้ไม่มีเรียนหรอก (เพราะเขาหนีไปเที่ยวฟาร์มโชคชัยกัน) แต่ก็มีนัดไปทำการบ้านกับเพื่อนๆ ที่เรียนด้วยกัน แต่ต้นโผแนวคิดดันหนีไปคอมมาร์ทซะงั้น ก็ไม่เป็นไร นั่งทำกันเกือบเสร็จไปหนึ่งวิชา (จริงๆ ผมวางแผนว่าจะมีคุยอีกวิชาหนึ่งนะ แล้วก็แอบเหลือบเห็นใน Dashboard ของตัวเองว่า เหลืออีกวิชาที่เราแทบจะลืมมันไปแล้ว)
ตอนนั้นก็เที่ยงพอดี ก็เลยคุยๆ กันว่าจะไปคอมมาร์ทกันไหม ผมก็เลยบอกว่าไปๆ แต่ขอไปกินอะไรกันข้างนอกนะ แล้วตอนนั้นก็เกิดข้อกังวลว่ากลัวจะไปถึงงานแล้วไม่ได้เดินเพราะติดเปิดงาน ก็เลยหาอะไรกินแถวๆ ที่เรียน (เป็นครั้งแรกที่ได้ออกประตูหลังของสถาบันออกไปหาอะไรกิน)
กินเสร็จก็เกือบบ่ายสอง (โหนานนะเนี่ย แค่ก๋วยเตี๋ยวเองนะ) ก็นั่งแท็กซี่ไปกัน เสียเวลารถติดตรงอโศกเพชรบุรี, พระราม 9 อยู่นาน ก็ถึงงานเอาบ่ายสาม แล้วเราก็เดินๆ หาของที่อยากได้กัน (ผมสำรวจหา My Passport Studio แล้วก็ได้รับคำตอบจาก Dealer ว่าของยังไม่เข้า) แล้วเราก็แยกย้ายกันช่วง 5 โมงกว่าๆ ซึ่งผมเห็นว่า เออมาแถวนี้แล้ว ลองสาทรดีไหม เพราะจะไปกินตั้งหลายครั้งแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบรับที่ดีจากคนที่รู้จักเท่าไร (เหนื่อยที่จะไปกินบ้าง ฯลฯ)
ผมก็เลยเดินจากศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ไปคลองเตยเพื่อขึ้นรถเมล์ไปอาคารเจซีเควินทันที (ระหว่างทางก็พบเรื่องไม่คาดฝัน ไม่เล่าแล้วกัน ปล่อยให้ธรรมชาติลงโทษคนพวกนี้) ถึงที่ก็ยังไม่ดีเท่าไร ลงรถก่อนถึงที่ประมาณ 2 ป้ายรถเมล์ คือถ้ามาจากทางถนนจันทน์ น่าจะเป็นป้ายรถป้ายที่สี่ แต่ผมดันลงป้ายที่สอง ก็เลยได้ออกกำลังกายก่อนกินนิดนึง
ถึงร้านก็ 6 โมงกว่าๆ ปวดเบาอย่างแรงก็เลยต้องสอบถามถึงห้องน้ำก่อน ก็พบว่าร้านนี้มีห้องน้ำในตัว ซึ่งเมื่อเดินเข้าไปเป็นห้องน้ำเล็ก (เล็กกว่าพหล อย่างเห็นได้ชัด) แถมไม่มีที่ฉีดล้างก้นเหมือนกันอีก ซึ่งทำให้คิดว่าไม่ค่อยส่งเสริมการกินเท่าไร (เผื่อจะกินแล้วระบายแล้วกลับมากินต่อ)
เหมือนครั้งก่อน ผมมองแก้วเป็นอย่างแรกว่าเป็นอย่างไร เออรู้สึกว่าแก้วที่นี่สะอาดนะ แสดงว่าพหล คงจะซกม้กเรื่องนี้จริงๆ (ฮาฮา)
ของกินที่นี่ก็ได้มาตรฐานร้านใหญ่ครับ เทียบกับทองหล่อรู้สึกว่าของกินทองหล่อมันหายไปเยอะเลย (ปลาดิบ, ข้าวปั้นบางรูปแบบ, กุ้งอบ) เดินไปส่วนอาหารปรุงสุขก็เห็นได้ชัดว่าร้าน express ของมันน้อยจริงๆ (ตอกย้ำมาก) ของย่างก็เช่นเดียวกัน นอกนั้นก็ดูคล้ายๆ กัน ไปตอนเย็นได้ของหวานเพิ่มอีกนิดหน่อย (วันนี้กินกุ้งด้วย หลังจากพยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอดเพราะไม่อยากแกะ)
บรรยากาศโดยรวม ผมคิดว่าร้านนี้จัดการพื้นที่ได้ดี สามารถยัดเก้าอี้ได้เยอะ (รอบละ 300 คนขึ้นไปคงจะได้) มีห้อง VIP แต่ในช่วงที่ไปคนก็ไม่ได้แน่นเท่าไร ไม่ได้เปิดทุกโซนในร้าน (จะว่าไปน่าเรียกว่าเปิดแค่ครึ่งร้านนะ) มีบูธซูชิตั้งแยกออกมาเป็นเอกเทศให้เราเดินวนดูรอบๆ ได้ ด้านหลังก็เป็นเครื่องดื่ม, ของหวาน, สลัด, และผลไม้
มีเป้าว่าจะหยิบกินหลายๆ อย่างก็ทำได้นะ (แน่นอนว่าไม่ได้กินข้าวปั้น) แต่ที่พลาดไปอีกแล้วคือชาบูที่กินต่อไม่ลง เลยไม่คิดจะหยิบมา ที่แปลกใจคือ ร้านนี้ไม่บริการเครื่องจิ้มของอาหารย่างหรือ? (คือตอนไปที่พหล เขาก็หยิบใส่มาในจานอาหารย่างของเรานะ แต่ร้านนี้ไม่มี สงสัยจะให้หยิบเอง) แล้วก็วิธีย่างที่ร้านนี้เหมือนที่พหลคืออาหารเกาหลี แยกจาน ไม่เหมือนกับที่ทองหล่อที่จะหยิบผักใส่จานเดียวกับอาหารเกาหลีเพื่อปรุงก็ได้
วันนี้เด็กเยอะ (แปลกใจเหมือนกันนะ ไม่ได้ใส่ชุดนักเรียนด้วย) เด็กก็เลยเดินวุ่นวายไม่เป็นระเบียบเต็มร้าน ผมก็ได้เห็นวิธีกินของหวานแบบที่ผมไม่คิดจะทำนะ คือหยอดไอศกรีม (Soft Ice cream) ลงบนเจลลี่ (ผมชอบกินเจลลี่เปล่าๆ)
ร้านนี้มีข้อเสนอเด็ดอย่างหนึ่ง คือ ใบเสร็จเอาไว้ลดค่าอาหารมื้อหน้าในวันทำงานปกติได้ 10% ในช่วงวันที่กำหนด (มีหมดเขตนั่นแหละ) แต่ก็มีอุปสรรคอย่างหนึ่งคือเรื่องที่จอดรถที่ให้ฟรีแค่ 2 ชั่วโมงแรกเท่านั้น (ถ้าจะนั่งกินหย่อนนานๆ แบบพหลโยธินก็ทำไม่ได้ เพราะจะเสียค่าจอดรถเพิ่ม)
มื้อนี้ก็ถือว่าได้รับประสบการณ์การกินที่ดี เสียอย่างเดียวที่กลับลำบากหน่อย (ก็ไม่ได้มีบ้านอยู่แถวนั้นนี่นะ)
วันนี้มีโอกาส (หาเรื่อง) ไปนั่งกินโออิชิที่สาขาทองหล่อ หลังจากที่ค่อนข้างผิดหวังกับสาขาพหลโยธินพอสมควร
ออกจากบ้านเกือบ 10 โมง นั่งรถเมล์ตรงไปเอกมัยเลย แล้วก็เดินทะลุจากเอกมัยมาทองหล่อ ถึงร้าน 11 โมงพอดี ตอนแรกก็งงๆ ว่า เห้ยปิดปรับปรุงเหรอ (เปิดให้บริการวันที่ 4) ปรากฏว่าเข้าใจผิดเพราะที่ปิดปรับปรุงคือ Wedding Studio ชั้นล่าง ร้านอยู่ชั้นบน แต่ก็มีที่ประหลาดใจอีกอย่างคือ เห้ย ทำไมหน้าร้านมันถึงมีโปรโมชั่น 315 บาท กินได้ 1 ชั่วโมง 45 นาที ล่ะ?
พอขึ้นไปบนร้าน ว้าวเราเป็นลูกค้าคนแรก ก็เลยสอบถามพนักงาน เธอบอกว่า สาขานี้ลูกค้าน้อยก็เลยปรับเปลี่ยนจากร้านใหญ่กลายเป็นร้าน Express แทน ก็เลยมีราคาตามที่ได้กล่าวถึงไป ก็ไม่เป็นไร เพราะกินจริงๆ ชั่วโมงนิดๆ ก็อิ่มตามธรรมชาติแล้ว
หลังจากรับแก้ว (สะอาดจริงๆ ซึ่งอาจเพราะมันเป็นแก้วลอตแรกของวันก็ได้ หรืออาจจะเป็นเพราะมาตรฐานของสาขานี้ดี) ชำระเงิน ก็เริ่มสำรวจของกินไปเรื่อยๆ รู้สึกว่าร้านนี้มันก็พอๆ กับร้านพหลโยธินนะ แต่อาจจะดูน้อยกว่านิดหน่อย แต่พวกชิ้นปลาต่างๆ ได้ขนาดมาตรฐานเลย แต่พวกอาหารตักทั้งหลายกลับใช้เป็นถ้วยเล็กแทนที่จะจับใส่หม้อใหญ่ให้ตักแบบสาขาพหลโยธิน แล้วก็ตรงเทปันที่ไม่มีปลาหมึกให้กิน (จริงๆ จะไปกินแต่เห็ดย่างแหละ)
หลังจากตักอาหารก็เริ่มกิน แล้วก็อิ่มตามสภาวะของสมอง ก็เลยเริ่มสอดส่ายสายตาเข้าไปในครัว, บรรยากาศร้าน พบว่าครัวที่นี่ดูดีกว่า Express ทั่วไปมาก บรรยากาศร้านก็ดูดีกว่าพหลโยธินมากๆๆๆๆ (เน้นเลยนะ เพราะรู้สึกพหลโยธินมันเก่าๆ หรือเพราะชอบบรรยากาศการตกแต่งร้านด้วยกระเบื้องหินก็ไม่รู้)
ระหว่างนั้น ด้วยความซนเลยหยิบโทรศัพท์มาชักหาสัญญาณ Wireless ว่ามีเยอะไหมก็พบว่ามีค่อนข้างเยอะแถวนั้น นับได้ 6-8 อันเลย บางอันก็ล็อค บางอันก็ปล่อย แต่ก็ไม่ได้พยายามจับมาลองใช้
เสร็จกิจก็ออกจากร้านเกือบครบเวลาชั่วโมง 45 นาที (จริงๆ แอบอู้คุยโทรศัพท์สร้างอารมณ์การกินไปสามสิบนาที) แต่ดูบรรยากาศท้องฟ้ากลัวว่าฝนจะตกเลยตัดสินใจว่ากลับเหอะ เดี๋ยวต้องเดินกลับไปขึ้นรถที่เอกมัยอีก ก็เลยรีบจ้ำจนถึงป้ายรถเมล์โดยปรอยฝนนิดหน่อย
สรุป ผมว่าร้านนี้ดูดีนะ ที่จอดรถก็มีพอสมควร แต่น่าเสียดายที่กลายเป็น Express ไปแล้ว ถ้าจะมานั่งหย่อนๆ กินไปคุยไปก็ใช้ได้ มีห้องส่วนตัวด้วยตั้ง 3 ห้อง (คงเป็น Express ที่มีห้องส่วนตัวที่เดียวแหละมั้ง)