Apple Inc.

ปัญหาที่ยังไม่ได้แก้

Submitted by ezybzy on Thu, 2010-07-29 - 12:12

Apple ไม่ได้สมบูรณ์แบบ (อันนี้ Jobs พูดเอง) ก็เลยคิดว่าเรามารวบรวมความไม่สมบูรณ์แบบที่มันมากระทบกระเทือนชีวิตเราหน่อยแล้วกัน

Blog Tags

สัญญาณหายกับ iPhone 4

Submitted by ezybzy on Thu, 2010-07-01 - 22:15

จากข่าวว่าการจับ iPhone 4 ในบางท่าทางจะทำให้สัญญาณโทรศัพท์แย่ลงจนถึงขั้นสัญญาณหาย แล้ว Steve Jobs ก็ได้อีเมล์ตอบกลับลูกค้าที่โวยวายต่างๆ นานา

Blog Tags

คิดเล่นๆ ถ้าจะมี Apple Store ในกรุงเทพ จะไปตั้งที่ไหนดี

Submitted by ezybzy on Mon, 2010-06-21 - 04:34

อันนี้แค่คิดเล่นๆ จากการที่ได้ไปเห็น Apple Store มาแล้ว 4 ร้าน แต่ละร้านก็มีรูปแบบเอกลักษณ์ในแบบของตัวเอง

  1. München สาขานี้ถือว่าเป็นสาขาแรกของเยอรมันนี ตั้งอยู่ในย่านการค้าของเมือง (เดินไปนิดเดียวก็เป็น Rathaus แล้ว) ตัวร้านใช้พื้นที่สองขั้นหน้าร้านเป็นประจกมองเห็นได้จนถึงหลังร้านเลย หน้ากว้างอีกต่างหาก
  2. Hamburg สาขานี้เป็นสาขาที่สอง นับว่าไปไกลพอสมควร (นั่งรถ S-Bahn ไปจนสุดสายเลยทีเดียว) ตัวร้านตั้งอยู่ในศูนย์การค้ามีขนาดชั้นเดียว ก็ทำให้นึกถึงบรรยากาศของ iStudio สาขา Central World ได้ แต่รู้สึกว่าร้านนี้จะลึกกว่าที่นั่นอีกหน่อย
  3. Paris สาขาที่เป็นเอกลักษณ์สาขาที่สองของ Apple วัดจากการออกเสื้อวันเปิดร้านที่มีเอกลักษณ์ของปิระมิดพิพิธภัณฑ์ Lourve ร้านนี้ก็เป็นสองชั้น พื้นที่ไม่ได้กว้างใหญ่มากมายถ้าเทียบกับ München แต่ด้วยโครงสร้างของร้านทำให้แบ่งมุมสำหรับสินค้าแต่ละชนิดได้สะดวก
  4. Frankfurt สาขานี้เป็นสาขาที่เพิ่งเปิดตัวล่าสุดของเยอรมันนี เล็กกว่า München อย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังเป็นสองชั้นเช่นกัน และด้านหน้าเป็นกระจกมองทะลุถึงด้านหลังร้านเช่นกัน

เอาหล่ะที่เหมาะๆ ดีๆ ในกรุงเทพตอนนี้มีที่ไหนบ้างที่คู่ควรสำหรับการตั้ง Apple Store สาขาแรก ผมคิดว่าร้านนี้น่าจะตั้งในย่านการค้าใหญ่ของกรุงเทพได้ ต้องเป็นสถานที่ที่สามารถเอาโครงสร้างกระจกแบบ 2 สาขาที่กล่าวถึง สถานที่ที่พอจะเข้าท่าเข้าทางที่ผมนึกออกก็คือสยามสแควร์ ไม่เช่นนั้นก็อาจจะต้องไปตั้งย่านลาดพร้าว เช่นอาคารยูเนี่ยนมอลล์ หรือจะให้เก๋ๆ ก็หลบอยู่ในซอยทองหล่อก็ได้ ด้วยตัวเลือกสถานที่ที่ยกขึ้นมา 3 แห่งนี้ผมดูจากการความพร้อมของสถานที่เป็นหลักเพราะเข้าใจว่าร้านของ Apple ต้องการความเด่นสง่าสะดุดตาเมื่อมองจากระยะไกล คงไม่เหมาะที่จะเอาร้านไปหลบอยู่ในลืบมุมใดภายในตัวห้างสรรพสินค้าแน่นอน และหากไม่ไปตั้งในย่านการค้าก็อาจจะทำให้บรรยากาศในร้านกร่อยได้ซึ่ง Apple คงจะไม่ชอบใจเท่าใด จึงคิดว่า 3 ตัวเลือกนี้น่าจะเหมาะที่สุด ตัวเลือกอื่นๆ ที่น่าสนใจแต่ไม่ผ่านเกณฑ์ก็เช่น ย่านศรีนครินทร์ เพราะค่อนข้างห่างไกลไปหน่อย การเดินทางยากลำบากไปนิด หรือย่านหลักสี่บางเขนก็จะประสบปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้

จริงๆ โดยส่วนตัวผมเชียร์สยามสแควร์นะ แต่ปัญหาคือแถวนั้น iStudio มีเยอะสาขาเกินไปหน่อย ถ้าเอา Apple Store ไปตั้งเกรงว่าจะทำให้ร้านตรงนั้นเกิดอาการซบเซาได้ทันที (ไม่ได้บอกว่า Apple Store มันดีไปเสียทุกอย่างนะครับ แต่ถ้าเลือกได้ผมก็อยากเข้า Apple Store มากกว่า อย่างน้อยผมก็มั่นใจได้ว่าการตัดสินใจที่ออกมาจากทางนั้นเป็นที่สุดแล้ว ไม่ต้องหงุดหงิดใจกับอาการกลัว Apple ไม่ยอมให้เปลี่ยนสินค้าในบางกรณีที่อาจจะเกิดขึ้นได้)

แต่คงอีกหลายปีอยู่เลยกว่าที่ Apple จะเล็งเห็นว่าควรจะมาตั้งร้านสาขาของตัวเองในประเทศไทยนี้ คงต้องรอให้แปลอะไรหลายๆ อย่างเป็นภาษาไทยให้สำเร็จเสียก่อน เพราะรู้สึกว่า Apple ก็ค่อนข้างเคร่งเครียดเรื่องนี้พอสมควร จะสังเกตได้จากสิ่งของที่ปรากฏในร้านในประเทศแถวนี้ ทุกอย่างก็จะถูกบรรจงเขียนเป็นภาษาท้องถิ่น ก็หวังว่าถ้ามีสาขาในประเทศไทย เอกสาร/สื่อทุกอย่างก็ควรจะถูกแปลเป็นภาษาไทยด้วย ดังเช่นที่เขาพยายามแปลหน้าผลิตภัณฑ์เป็นภาษาไทยแล้ว

ปล. สุดท้ายผลออกมาว่า Apple Store สาขากรุงเทพจะไปตั้งอยู่ที่รัชโยธินแทน นี่ผมจะฮาขี้แตกขี้แตนเลยนะเนี่ย

Blog Tags

9 41 และ 9 42 จากปากคำของคน Apple

Submitted by ezybzy on Tue, 2010-04-13 - 18:00

ก็เดากันไปต่างๆ นานา ผมก็เคยเดาว่ามันเหมือนเครื่องหมาย Play แต่จากปากคำของคน Apple เองกลับได้คำตอบว่า “จริงๆ แล้วเราอยากให้มันเป็นเลขบอกเวลาช่วงที่สินค้าตัวนั้นถูกแสดงต่อสาธารณะชนครั้งแรก (ใน Keynote)”

ทีแรกก็ไม่ค่อยเชื่อ แต่พอเปิดดูใน Keynote ของสินค้าตัวนั้น เออ เวลาที่ผู้พูด (จะ Steve Jobs หรือใครก็แล้วแต่) แสดงหน้าจอของสินค้าตัวนั้นครั้งแรกก็จะอยู่ในช่วงเวลาประมาณนาทีที่ 9 หรือไม่ก็นาทีที่ 40 กว่าๆ จริงๆ ก็นับว่าเป็นความแยบยลอีกเรื่องของ Keynote แฮะ

ที่มา: TÚAW

URL อื่นๆ ของ Apple

Submitted by ezybzy on Thu, 2010-01-21 - 16:51

โพสนี้คงไม่มีปัญหาอะไรนะ (ฮา)

เราทราบกันว่าเราสามารถโหลด Firmware ของ iPod ได้เองจากที่ไหน เราสามารถโหลด Patch ของ Mac OS X ได้จากที่ไหน ตอนนี้เราก็ทราบอีกว่าเราสามารถโหลด Firmware ของ Apple TV ได้จาก URL นี้

http://mesu.apple.com/version.xml

อาจจะไม่มีประโยชน์สำหรับผู้ใช้อย่างพวกเรา แต่ถ้าอยากจะแกะดูว่ามีอะไรน่าสนใจใน Firmware ก็สามารถโหลดกันได้ตามอัธยาศัยครับ

ที่มา: มีคนกล่าวถึงใน Hackint0sh.org

Blog Tags

Magic Mouse และ Apple Wireless Keyboard ใหม่บน Windows

Submitted by ezybzy on Mon, 2009-11-30 - 18:45

เมื่อวันเสาร์ได้ใจดีซื้อ Apple Wireless Keyboard แจกน้องๆ (อย่างกับมีหลายคนนะ) เรื่องของเรื่องคือ Keyboard สายอันเก่าของเขามีปัญหาเนื่องด้วยอาหารไทยบางชนิดหกใส่ ทำให้ปุ่มเหนียวหนืดใช้งานไม่สะดวก

ตอนติดตั้งครั้งแรกก็เหมือนจะง่ายนะ ตั้งปุ๊บเจอปั๊บ แต่ปัญหาคือฟังก์ชั่นต่างๆ มันใช้การไม่ได้เลย ที่สำคัญก็ติดตั้ง Boot Camp 3.0 ลงใน Windows 7 ไปแล้วซึ่งไม่สามารถใช้งานตัว Bluetooth Update 1.0 หรือ Boot Camp 2.2 Update ได้เลย

เราก็ได้แต่หวังว่าจะรอ Apple ออก Boot Camp 3.1 Update มานะเพื่อที่จะได้ติดตั้งแบบไม่ต้องโกงดังที่จะกล่าวต่อไป

จริงๆ แล้วใช้แค่ Boot Camp 2.2 Update ก็เพียงพอแล้วสำหรับการติดตั้งไดรเวอร์เพิ่มเติม แต่โปรแกรมที่จำเป็นต้องใช้เพิ่มคือ 7zip ซึ่งเราจะนำมันมาใช้ระเบิดไฟล์ .msp ซึ่งเราไม่สามารถติดตั้งลงไปได้ตรงๆ (เพราะเราใช้ Boot Camp ไม่ตรงรุ่นกับมัน)

เราก็ใช้ 7zip เปิดดูภายใน .exe ของ Boot Camp 2.2 Update ภายในก็จะพบ .msp มีให้เลือกทั้ง 32-bit และ 64-bit เราก็เลือกรุ่นที่สนใจจากนั้นคลิ้กขวาแล้วเลือก Open inside จากนั้นเราจะพบกับรายชื่ออะไรไม่รู้เต็มเลย ไม่ต้องตกใจ อันนี้เป็นแค่เปลือกของตัว msp ให้เราเลือก BootCamp2xtoBootCamp22y แล้วก็กดเข้าไปดูภายใน จากนั้นของจริงที่เราจะได้พบกันอะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด สิ่งที่เราสนใจคือ Binary.Keyboard_Bin กับ Binary.MultiTouchMouse_Bin ที่นี่เราก็เลือก Open inside เราก็จะพบไฟล์ที่ดูคุ้นเคยแล้ว ให้เราทำการระเบิดไฟล์ในนี้ออกมาวางไว้ข้างนอก (แยกชนิดกันเลยทั้ง Keyboard ทั้ง Magic Mouse) แล้วทำการเรียกตัวติดตั้งของแต่ละอัน (DPInst.exe) แล้วมันจะเรียกให้ Restart เพียงแค่นี้ก็ได้ไดรเวอร์สำหรับอุปกรณ์สองตัวนี้แล้ว

ติดตั้งเสร็จก็อย่าลืมไปดูเรื่องการตั้งไม่ให้มัน Sleep เองเสียด้วยจะได้ใช้แล้วไม่หงุดหงิด

สงครามแฟลชอะโดบีกับ Apple

Submitted by ezybzy on Tue, 2009-11-03 - 21:30

สงครามน้ำลายกับรูปรูปนี้

Mobile Safari on Flash download page
ทางอะโดบีบอกว่า Apple กั้กไม่ยอมให้ Flash ไปอยู่บน iPhone

ทางออกทางเดียวคือ ต้องรอให้ iPhone SDK ยอมให้สร้าง Webkit Plug-ins ได้ ถึงตอนนั้นก็คงไม่ได้มีเฉพาะอะโดบีที่รับอานิสงค์เรื่องนี้ แต่นั่นก็นำมาสู่การเปลี่ยนโครงสร้างภายในระบบของ iPhone อีกครั้งเพื่อให้รองรับการติดตั้ง Plug-ins ด้วยตัวผู้ใช้เอง

Blog Tags

iProd1,1

Submitted by ezybzy on Wed, 2009-09-30 - 19:33

ผมไม่ทราบว่ามันคืออะไร แต่จากการรวบรวมประมวลข่าวสาร มันน่าจะเป็น

  • Tablet สำหรับรับสื่อแบบใหม่ที่ไม่ไปทับสายกับ iPhone, iPod touch เพราะจะแข่งกับ Kindle
  • จอ 10.7 นิ้ว น่าจะบางเท่า Unibody ของเครื่องรุ่นปัจจุบัน (น่าจะใช้กระบวนการผลิตแบบเครื่อง Mac มากกว่า iPod)
  • ใช้ iPhone OS ใช้กับ iTunes และเป็นระบบปิดเช่นเดิม
  • มี widget (น่าจะเป็น Application จาก iPhone/iPod touch ที่ไม่ต้องใช้ Accelerometer เพราะตัวเครื่องหนักเกินไปที่จะเขย่าหรือเอียงเล่น)
  • ถ้าโชคดีอาจจะต่อคีย์บอร์ดได้ (คงไม่มีหรอกมั้ง)
  • มี Wifi ถ้าโชคดีก็มี 3G ในตัว (ก็ยังนึกประโยชน์ใช้สอยไม่ค่อยออก)
  • อายุแบตควรจะอึดมาก! (ถ้าเปิดใช้งานต่อเนื่องได้ไม่ถึง 8 ชั่วโมงก็นึกไม่ออกว่าจะใช้ประโยชน์อะไรได้)
  • มีฟีเจอร์บางอย่างที่จำเป็นของ iPod เช่นดูหนังฟังเพลงและ Coverflow

แอบเพ้อว่า ถ้าเอาเจ้านี่ใช้ยิง Keynote ได้คงเท่ห์ไม่หยอกเลย

Blog Tags

ทำไมถึงต้องมีทั้ง iPhone และ iPod touch

Submitted by ezybzy on Tue, 2009-09-15 - 15:46

บทความนี้เขียนเล่นๆ คาดเดาเอาเองทั้งนั้นและไม่ระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

ถ้าจำกันได้เดือนมกราคมปี 2007 ที่นครซานฟรานซิสโก Steve Jobs ได้กล่าวไว้ในงาน Macworld ปีนั้นว่า “30 ปีที่แล้วมันเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น” แล้วเราก็ได้เห็นการเปิดตัว iPhone โปรเจคที่ Apple เก็บงำไว้นานตั้งแต่ช่วงกลางปี 2004 (เคยเห็นบทความหนึ่งที่รวบรวมข่าวลือสรุปไว้ประมาณนี้ และรวมจากคำพูดของ Apple ในวันนั้น)

แล้วในช่วงเดือนกันยายนปีเดียวกัน Apple ได้ออกผลิตภัณฑ์ iPod touch ซึ่งคำติดปากพวกเราในช่วงนั้นคือ “iPhone ที่ใช้โทรศัพท์ไม่ได้”

Message to Apple Fanboys and Girls

Submitted by ezybzy on Wed, 2009-08-26 - 08:24

เข้า 9to5mac แล้วเจอคลิปอันนี้ คิดว่าน่าสนใจเลยต้องหยิบมาให้ดูกันเสียหน่อย

คุณคนที่อยู่บนฉากดำคือ Jason Calacanis ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Weblogs Inc. (ถูก AOL ซื้อไปแล้ว) เจ้าของเว็บไซต์ข่าวเชิง Blog ชื่อดังเช่น engadget และ tuaw ซึ่งเขาเป็นผู้ใช้ทั้ง Mac และ iPhone

ประเด็นชัดเจนครับคือ

Apple เอ๋ย เปิด iPhone ให้อะไรก็ได้ไปอยู่บนนั้นเสียทีเถอะ ลูกค้าที่เขาจ่ายเงินให้คุณ จ่ายค่าบริการเครือข่ายเอง เขาควรมีสิทธิ์ที่จะเลือกว่าจะเอาอะไรไปใช้บนโทรศัพท์ของเขา

ผมเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์เลยกับประเด็นนี้ ผมอยากให้สามารถ Deploy อะไรก็ตามลงโทรศัพท์มือถือที่ผมเสียเงินซื้อมาเอง แต่ก็เข้าใจว่าทางนั้นเขาก็ต้องการรักษาประโยชน์ของเขาในระบบปิดของเขาเหมือนกัน ซึ่งปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น มันก็เรื่องของเงินแหละ ไม่ใช่เรื่องความต้องการที่จะให้ระบบมันดูดีที่สุดอย่างที่เขาพยายามอ้างหรอก (เชื่ออย่างนั้นจริงๆ นะ)

แล้วทำไมเขาถึงตั้งชื่อแบบนี้ล่ะ? เหตุผลง่ายๆ คนที่เป็น Fanboys มันไม่เคยคิดว่า Apple ผิด ซึ่งตรงนี้ก็ถูกตัดสินมาโดยตรรกะว่าผมคิดแบบนั้น ซึ่งถ้ามองด้วยใจเป็นกลางก็จะรู้ว่าเขาก็พยายามรักษาประโยชน์รักษาจุดยืนของเขา ซึ่งบางทีอาจจะทำให้คนที่ Anti-fanboys คิดหมั่นไส้เอาได้ง่ายๆ กับเรื่องเงินๆ ทองๆ ของเขา ยิ่งไปเจอกับคนที่ไม่ค่อยจะยอมเขาก็จะไม่ยอมรับในมุมมองที่ต่างที่เราอยากจะนำเสนอเท่าไร (เราก็แค่อยากจะบอกว่า มองลบแบบนั้นมันก็แย่เกิน มันก็มีเหตุผลที่เขาทำแบบนั้น แม้ว่ามันจะฟังไม่ค่อยขึ้นก็ตาม) มองเป็นว่าเราปกป้อง Apple ซะงั้น

มีประเด็นอีกอันที่เขาพยายามชู แต่มันไม่ค่อยตรงกับชื่อวีดีโอนี้คือ Open ซึ่งเขาพยายามจะเน้นว่าทุกอย่างมัน Opened หมดแล้วทำไม Apple ถึง Closed ถ้าจะให้ตอบแบบย่อหน้าที่แล้วก็จะต้องตอบว่า มันเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ Apple เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไม่ใช่องค์กรการกุศล วิธีที่เขาทำมันไม่ได้ใสสะอาดแบบที่พวกมนุษย์ขาวบริสุทธิ์ต้องการหรอก ถ้ารับไม่ได้ก็ไม่ต้องสนับสนุนเขาแล้วก็หยุดหมั่นไส้เอาเถอะ ขี้เกียจอ่าน (ฮา) ทำอย่างกับไม่เคยเอาของฟรีมาใช้ผิดวัตถุประสงค์อย่างนั้นแหละ?

ส่วนเรื่องที่เขาแอบกัดคนที่ไป Genius Bar อันนี้ผมแปลไม่ค่อยออกนะ (ขออภัย ฟังยากกว่าที่คิดแฮะ) แต่ก็มีหลายความเห็นในข่าวนี้ด่าเขาแบบสาดเสียเทเสียเหมือนกัน (นี่แหละ Fanboy ของแท้ อ่านบางเหตุผลไปนี่ขำกระจาย) ได้แต่ปลงกับฝรั่งเกรียนกันไป

Blog Tags