You don't need to follow me elsewhere!
เมื่อเราใช้คำสั่ง ls -l ใน Mac OS X Leopard เราจะพบกับ permission bits ตามปกติ แต่เราอาจจะเจอสัญลักษณ์พิเศษด้านหลังคือ @ เช่น
-rw-r--r--@
(บิทแรกเป็นบอกชนิด ถ้าเป็น d คือ Directory, l คือ Symbolic link)
ทีนี้ปัญหากวนใจที่ผมพบเมื่อเปิดโปรแกรมบางตัวคือ เวลามันทำ Font index ภายในโปรแกรมมันเอง (มีซักกี่ตัวที่มีระบบจัดการฟอนต์เป็นพิเศษเพื่อตัวมันเองหนอ?) มันจะมีไดอะล็อกเด้งขึ้นมากวนใจผมว่า “โปรแกรม___จะทำการใช้งานฟอนต์___ซึ่งดาวน์โหลดมาจากอินเตอร์เน็ต อนุญาตให้โปรแกรม___ใช้งานฟอนต์ตัวนี้ไหม?” โอเคถ้าแค่ฟอนต์ตัวเดียวก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้ามันเด้งแบบนี้ซักร้อยทีล่ะ กด Allow กันมือหงิกเลย แถมถ้าต่างโปรแกรมมันก็จะถามคำถามนี้อีก โอ้ยใครจะไปกดไหว สาเหตุจริงๆ เกิดจากการที่ Mac OS X เริ่มจะฉลาดคือเริ่มหยั่งรู้ว่าไฟล์บางไฟล์ถูกดาวน์โหลดผ่านบราวเซอร์และทำการ Mark ค่าบางอย่างคือ com.apple.quarantine ไว้บนไฟล์นั้น เมื่อทำการเปิดไฟล์ดังกล่าวและทำการติดตั้งไฟล์เหล่านั้นลงในเครื่อง (เช่นลากโปรแกรมออกจาก Disk Image) ค่านี้ก็จะตามไปด้วยแล้วทำให้เกิดคำถามในครั้งแรกที่เปิดเรียกใช้งานไฟล์/โปรแกรมที่ติดตั้งไปว่า “โปรแกรม___ถูกดาวน์โหลดจากอินเตอร์เน็ตด้วย___เมื่อ___ จะเปิดใช้งานไหม?” ซึ่งเมื่อกดยอมรับ โปรแกรมก็จะเปิดใช้งานได้และจะไม่ถามคำถามนี้อีกเลยจนกว่าจะถูกติดตั้งเวอร์ชั่นใหม่ทับด้วยวิธีเดิม
วิธีแก้ใช้คำสั่ง xattr ตามด้วยพารามิเตอร์ -d com.apple.quarantine ตามด้วยชื่อไฟล์ที่ต้องการลบค่านี้ออก อาจจะเพิ่ม -R ไว้หลัง -d เพื่อจะ recursive เข้าไปในไดเรคตอรี่ที่ต้องการลบค่าด้วย
There is a rumor talking about an Apple large screen touch screen device. It isn't an iPod touch but will be larger. An application ran on it will be backward compatible with existing touch screen products (iPhone, iPod touch). Since screen resolution are different, how can Apple solve this?
One feature that is missing during an announcement of Mac OS X Leopard (actually, Tiger) is resolution independence. Apple tries this in Leopard by letting developer to include multiple sizes of Application icon. In case that resolution independence is enable, system will pick up an appropriate icon for displaying so the icon, is shown, always sharp. It isn't as some developers expectation. The real resolution independence should be a vector rendering. Everything (includes raster images) is rendered as vector.
If an iPhone OS is resolution independence enabled, when it is deployed into a bigger screen device (assumes that width ⁄ height ratio is the same), everything should be fine. What if, the iPhone OS will support multiple windows system, since the screen is larger. Many possible things can happen!
ไปค้นเจอมาคิดว่าอาจได้ใช้เลยลอกมา
$ sudo gem install rubygems-update
Successfully installed rubygems-update-1.3.0
1 gem installed
$ sudo update_rubygems
...
ถ้าจะลง rails ตามที่อ่านมาก็ทำดังนี้
$ sudo gem update --system
$ sudo gem install rails
$ sudo gem update rake
$ sudo gem update sqlite3-ruby
เอาหล่ะลองเล่นดีกว่า
เมื่อสองวันก่อน ผมประสบปัญหาการใช้งานอินเตอร์เน็ตบน MacBook อาการมันคือ เมื่อเชื่อมต่อกับ Wifi ที่บ้านทุกครั้ง (ปิด Airport Extreme แล้วเปิดใหม่) ผมต้องใช้เวลารอไม่ต่ำกว่า 3 นาทีเพื่อที่จะเปิดเว็บไซต์เว็บแรกเสมอ เพราะมันเกิดอาการไม่ยอม Resolve ชื่อ Host กับ DNS Server ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยเป็น
ปัญหานี้เกิดจากการติดตั้งตัวปรับปรุง Airport Extreme Update 2008-004 ซึ่งออกมาหลัง 2008-003 ซึ่งภายหลังได้หายไปจากหน้าเว็บของ Apple อย่างไร้ร่องรอย ไอ้ตัว 2008/03 ผมไม่พบปัญหาการใช้งานใดๆ กับมันนะ แต่พอลงตัว 2008-004 ก็พบปัญหาตามที่ได้กล่าวไปแล้ว
ผมพยายามติดตั้งตัว 2008-004 ซ้ำไป รวมถึงลองติดตั้ง Mac OS X 10.5.5 ลงไปใหม่ ก็ไม่ทำให้อาการดังกล่าวหายไป ประกอบกับปัญหาเดิมคือ Firewall ของตัวระบบมีอาการผิดปกติ ไม่ยอมจำว่า Application ตัวใดได้รับอนุญาตให้ผ่านไปได้ ต้องกด Allow/Deny เป็นครั้งๆ ไป แล้วก็จะลืมเมื่อ Restart เครื่อง จึงได้ตัดสินใจหักดิบ ติดตั้งใหม่ทั้งเครื่องเลย
แต่กว่าจะติดตั้งใหม่ได้ ก็ต้องผ่านการ Backup ที่แสนวุ่นวายพอสมควร เพราะผมต่ออุปกรณ์หลายอย่าง (จริงๆ ก็คือ iPhone ตัวเดียวนั่นแหละ) ทำให้ค่อนข้างกังวลเรื่องการ Synchronization เนื่องจากพฤติกรรมจำเครื่องของมัน เลยต้องย้าย iTunes Library ไปทั้งหมด รวมถึงย้าย Calendar/Contacts/Bookmark ตามไป (ไม่เห็นได้ใช้ประโยชน์ของ MobileMe ที่ได้มาฟรีๆ เลยนะ ฮาฮา)
ผลของการติดตั้งใหม่ ปัญหากวนใจสองเรื่องหายไปเป็นปลิดทิ้งเลย ตัว iPhone ก็กลับมา Sync กับเครื่องได้ตามปกติด้วย แถมได้ตัดสินใจเอาโปรแกรมบางตัวออกไป ทำให้ได้เนื้อที่กลับมาเพิ่มถึง 7GB เลยทีเดียว
จริงๆ ก็จำไม่ได้หรอกว่าปัญหาเรื่อง Firewall มันเกิดขึ้นตอน Update ตอนไหนนะ แต่ก็มีแผนจะลงใหม่ตั้งนานแล้ว และก็มีเหตุปัจจัยเพราะ Airport ทำงานผิดปกติ เลยได้ล้าง แล้วก็ทำให้ทราบว่าแค่ลง Update ทับไปมา มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย ล้างใหม่ดีที่สุด แก้ตั้งแต่รากเลย